Share This Article
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 กรมบัญชีกลางได้ปรับอัตราเบิกจ่ายค่ายาในสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการใหม่ โดยประกาศให้มีการ ร่วมจ่าย (co-payment) สำหรับยาบางรายการ “ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง” โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็งและโรคโลหิตวิทยา ซึ่งมีผลทำให้ภาระค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยสถานการณ์นี้ การมี ประกันสุขภาพ (Health Insurance) กลายเป็นทางเลือกที่สำคัญเพื่อช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน และนี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ข้าราชการควรพิจารณาทำประกันสุขภาพก่อนการใช้ co-payment
1. ลดภาระค่ารักษาเมื่อสิทธิ์เบิกไม่ครอบคลุมเหมือนเดิม
เมื่อกรมบัญชีกลางประกาศปรับอัตราเบิกจ่ายยา 31 รายการ “โรคค่าใช้จ่ายสูง” ข้าราชการจะต้องร่วมจ่ายในบางกรณีและยิ่งไปกว่านั้น ยาบางชนิดอาจมีราคาสูงมาก โดยเฉพาะยามะเร็งหรือยาที่ใช้ในโรคโลหิตวิทยา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากค่ารักษาปีหนึ่งจะพุ่งไปถึงหลักแสนหรือล้านบาท การมีประกันสุขภาพช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ — คุณสามารถรักษาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด
2. เข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพ แม้ต้องร่วมจ่าย
ยาบางรายการที่ข้าราชการต้องใช้อาจเป็นยาชีววัตถุ (Biosimilar) หรือยานวัตกรรมที่มีราคาสูง ซึ่งอาจไม่ได้ถูกเบิกจ่ายเต็ม 100% จากสิทธิราชการ แต่อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพสามารถช่วยให้คุณเลือกใช้ยาประสิทธิภาพสูงได้มากขึ้น แม้ว่าจะต้องร่วมจ่ายบางส่วน เพราะประกันจะครอบคลุมส่วนที่เหลือ หรือช่วยแบ่งเบาในภาพรวม
3. คุ้มครองโรคเฉพาะทางที่รักษาต่อเนื่องแบบยาว ๆ
มีหลายโรค “เฉพาะทาง” ที่ข้าราชการอาจต้องใช้ยารักษาเป็นระยะเวลานาน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคไต, โรคลูปุส, หรือโรคทางระบบประสาทที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันผิดปกติ — ซึ่งยารักษาโรคเหล่านี้มักมีราคาสูงและต้องใช้เป็นระยะต่อเนื่อง หากมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมโรคเฉพาะทางเหล่านี้ ข้าราชการจะได้รับความคุ้มครองระยะยาว และไม่ต้องกังวลว่าค่าใช้จ่ายส่วนยาจะเป็นภาระหนักเกินไป
4. อุ่นใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือโรครุนแรง — ไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เอง
หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น โรคนอกคาด หรือโรครุนแรงที่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้มีประกันสุขภาพจะมี “หลักประกันทางการเงิน” ในการจัดการค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ โดยไม่ต้องเครียดกับการจ่ายเงินก้อนเองทันที ประกันช่วยให้คุณมุ่งทำการรักษาและฟื้นฟูร่างกายได้เต็มที่ โดยไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายกลายเป็นเรื่องใหญ่เกินใจ
5. วางแผนสุขภาพและการเงินระยะยาวให้ครอบครัวมั่นคง
การทำประกันสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่อง “ป่วยแล้วมีเงินจ่ายรักษา” แต่ยังเป็นเครื่องมือวางแผนการเงินระยะยาว เมื่อคุณมีประกันแล้ว คุณสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น และมั่นใจได้ว่าครอบครัวจะมีทรัพยากรทางการเงินรองรับ หากเกิดโรคร้ายหรือเหตุฉุกเฉินขึ้น การเตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นการสร้างความมั่นคงให้ชีวิตครอบครัวในระยะยาว
ข้อควรระวังและแนะนำเพิ่มเติม
- ถึงแม้จะทำประกันสุขภาพ ข้าราชการควรตรวจแผนกรมธรรม์ให้ชัดเจน ว่ายาประเภทใด รวมโรคใดบ้างที่ครอบคลุม
- ควรเลือกประกันที่มีเงื่อนไข “คุ้มครองโรคเฉพาะทาง” หากคุณมีโอกาสต้องใช้ยาต่อเนื่อง
- ตรวจสอบเบี้ยประกัน ต่ออายุ และข้อยกเว้นต่าง ๆ ให้รอบคอบ — เพื่อให้แน่ใจว่าแผนประกันที่คุณเลือกคุ้มค่าสุดสำหรับสถานการณ์ของตัวเอง
- หากเป็นไปได้ ปรึกษาที่ปรึกษาประกันชีวิตหรือโบรกเกอร์มืออาชีพ เพื่อช่วยเลือกแผนที่เหมาะกับสิทธิข้าราชการ +งบประมาณของคุณ
การเปลี่ยนแปลงสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยให้ร่วมจ่ายค่ายายาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เป็นสัญญาณชัดเจนว่า “สวัสดิการสุขภาพ”อาจมีการเปลี่ยนแปลง และภาระทางการเงินอาจไม่เหมือนเดิม การทำ ประกันสุขภาพ เป็นทางเลือกที่มีประโยชน์มาก เพราะช่วยลดภาระค่ารักษา ให้คุณเข้าถึงยาที่จำเป็น ช่วยคุ้มครองโรคเฉพาะทาง ได้ความอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และสามารถวางแผนสุขภาพ + การเงินระยะยาวให้กับตัวเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง
🔹 แนะนำประกันสุขภาพจาก OCEAN LIFE ไทยสมุทร ที่ตอบโจทย์ข้าราชการยุค Co-payment
เมื่อระบบสวัสดิการข้าราชการกำลังปรับเปลี่ยนเป็น ระบบร่วมจ่าย (Co-payment) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป การมี “ประกันสุขภาพเสริม” จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่เป็น การวางแผนการเงินและสุขภาพอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อเจ็บป่วย คุณยังคงเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่ต้องร่วมจ่ายเอง
วันนี้เรามี 3 แผนประกันสุขภาพจาก Ocean Life ไทยสมุทร ที่เหมาะสำหรับข้าราชการโดยเฉพาะ — เพื่อ “ปิดความเสี่ยง” และ “เสริมความมั่นใจ” ในวันที่สิทธิข้าราชการอาจไม่ครอบคลุมเหมือนเดิม
🩵 1. โอเชี่ยนไลฟ์ เอ็นจอย เฮลท์ เอ็กซ์ตร้า (Enjoy Health Extra)
เหมาะสำหรับ: ข้าราชการที่มีสิทธิสวัสดิการเดิมอยู่แล้ว และต้องการ “ประกันเสริม” เพื่อครอบคลุมส่วนต่าง
- จุดเด่น: เป็นประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่ายต่อการเข้ารักษา” (Per Confinement) คุ้มครองทั้งการนอนโรงพยาบาลและผ่าตัดแบบ Day Surgery
- กลไก Deductible (ความรับผิดส่วนแรก):
คุณสามารถเลือกแผนที่มี Deductible เช่น 20,000 / 50,000 / 100,000 บาท โดยใช้สิทธิข้าราชการที่ยังเบิกได้อยู่ ช่วยจ่ายส่วนแรกก่อน แล้วประกันจะรับช่วงต่อทันทีเมื่อค่าใช้จ่ายเกินจาก Deductible - วงเงินคุ้มครองสูงสุด: ถึง 5 ล้านบาทต่อครั้ง
- เหมาะมากสำหรับ: ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิข้าราชการควบคู่ประกัน เพื่อประหยัดเบี้ย แต่ยังได้ความคุ้มครองระดับสูง
- สิทธิพิเศษเพิ่มเติม: ถ้าไม่ได้เคลมระหว่างปี ยังมีค่าชดเชยรายวันสูงสุด 10 วัน
💡 เปรียบเทียบง่าย ๆ:
ประกันนี้คือ “ร่มเสริมกันฝน” ของสิทธิข้าราชการ — คุณใช้ร่มเล็กของรัฐบังส่วนแรก (Deductible) แล้วให้ร่มใหญ่ของ Ocean Life ช่วยกางต่อครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ
💎 2. โอเชี่ยนไลฟ์ ซูพรีม เฮลท์ (Supreme Health)
เหมาะสำหรับ: ข้าราชการระดับผู้บริหาร หรือผู้ที่ต้องการความคุ้มครองระดับพรีเมียม
- ความคุ้มครองสูงสุด: ถึง 100 ล้านบาทต่อปี
- ครอบคลุมทั้ง IPD และ OPD (สามารถขยายคุ้มครองผู้ป่วยนอกได้ตามความต้องการ)
- คุ้มครองค่าห้อง-ค่าอาหาร: เริ่มต้น 6,000 – 25,000 บาทต่อวัน
- ครอบคลุมโรคเฉพาะทาง: เคมีบำบัด รังสีรักษา ล้างไต MRI CT Scan
- เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำโดยไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่าย
✨ จุดแข็งคือเป็นแบบ “เหมาจ่ายตามจริง” หลายหมวดหมู่ จึงช่วยลดภาระ Co-payment ของสิทธิข้าราชการ ได้อย่างแท้จริง
💚 3. โอเชี่ยนไลฟ์ เฮลท์ พลัส (Health Plus)
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีสวัสดิการหรือประกันสุขภาพอื่นอยู่แล้ว แต่อยาก “เติมเต็มส่วนขาด”
- เน้นคุ้มครองค่าห้องและค่ารักษาเพิ่มเติม เริ่มตั้งแต่ 2,000 – 8,000 บาทต่อวัน
- ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายต่อครั้ง: 200,000 – 400,000 บาท
- มี Deductible ให้เลือก เพื่อให้เบี้ยประกันถูกลง เหมาะกับผู้ที่ต้องการ “แผนเสริมราคาเบา” แต่ยังอุ่นใจได้
🩵 สนใจสอบถามเพิ่มเติม inbox ได้เลยนะคะ FB : m.me/thelovelyair / Line : https://lin.ee/RVaVeza

