Share This Article
ตื่นเช้ามาเปิดม่านช่วงนี้ เห็นฟ้าขมุกขมัวแล้วใจคอไม่ดีเลยใช่ไหมคะ? บรรยากาศที่เหมือนหมอกยามเช้า แต่จริงๆ แล้วมันคือ “ฝุ่นพิษ PM2.5” แขกไม่ได้รับเชิญเจ้าเดิมที่แวะกลับมาเยี่ยมเราทุกปี และทุกครั้งที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง คนเป็นแม่อย่างเราคือกังวลที่สุด เพราะเรารู้ดีว่าปอดเล็กๆ ของเจ้าตัวแสบที่บ้านยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ แถมผิวหนังเขาก็บอบบาง ไวต่อสิ่งกระตุ้นสุดๆ
งานนี้แม่ขอเปิดโหมด “การ์ดอย่าตก” ค่ะ! จะยอมให้ฝุ่นจิ๋วมาทำร้ายสมาชิกในบ้านไม่ได้เด็ดขาด วันนี้แม่เลยสรุป 10 วิธีเอาตัวรอดในวิกฤตฝุ่น ที่คัดมาแล้วว่าเวิร์ก ปฏิบัติจริงได้ และเหมาะกับไลฟ์สไตล์บ้านเรา มาแชร์ให้ทุกคนเตรียมรับมือไปพร้อมกันค่ะ

1. หน้ากาก N95 ไอเทมกันตายที่ “ต้องมี”
เรารู้กันดีว่าหน้ากากอนามัยธรรมดาเอาฝุ่นจิ๋วไม่อยู่ค่ะ เวลาจะออกจากบ้าน หรือต้องพาลูกไปโรงเรียนในวันที่แอปฯ แจ้งเตือนสีแดงเถือก หน้ากาก N95 คือสิ่งที่แม่ต้องหยิบให้ทุกคนใส่เป็นอันดับแรก เพราะเขาออกแบบมาให้แนบสนิทกับหน้าและกรองฝุ่นละเอียดได้จริง
ทริคฉบับแม่: เข้าใจค่ะว่า N95 บางทีก็หาซื้อยาก หรือบางทีลูกๆ ก็บ่นอึดอัด ถ้าฉุกเฉินจริงๆ แม่แนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยปกติ แต่ “ซ้อนกระดาษทิชชู 2 ชั้นไว้ด้านใน” ช่วยเพิ่มเลเยอร์การกรองได้อีกนิด ดีกว่าใส่ชั้นเดียวเพียวๆ แน่นอนค่ะ แต่ถ้าหา N95 ไซส์เด็กได้ ตุนได้ตุนนะคะแม่ๆ!

2. “ล้างจมูก” กิจวัตรใหม่ที่ลูกต้องชิน
ข้อนี้สำคัญมาก! เพราะจมูกคือด่านหน้าของระบบหายใจ แม้จะใส่แมสก์แล้ว แต่ฝุ่นเล็กๆ ก็อาจเล็ดลอดเข้าไปสะสมได้ พอกลับถึงบ้านปุ๊บ นอกจากล้างมือแล้ว แม่ต้องจับลูกๆ (และตัวเราเอง) ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ทันทีค่ะ
การล้างจมูกช่วยเคลียร์โพรงจมูกให้โล่ง ชะล้างฝุ่นและเชื้อโรคที่เกาะอยู่ออกไป ลดความเสี่ยงภูมิแพ้กำเริบหรือไซนัสถามหา แรกๆ ลูกอาจจะงอแงหน่อย แต่แม่ต้องใจแข็งนิดนึงนะคะ ทำเป็นเรื่องสนุกๆ ให้เขาชิน รับรองว่าลูกจะหายใจโล่ง นอนหลับสบายขึ้นเยอะเลย

3. กฎเหล็กเข้าบ้าน: อาบน้ำสระผมทันที (ห้ามกระโดดขึ้นเตียง!)
แม่ๆ ต้องตั้งกฎเหล็กประจำบ้านช่วงนี้เลยค่ะ ว่าใครกลับมาจากข้างนอก “ห้ามทิ้งตัวลงโซฟาหรือกระโดดขึ้นเตียงเด็ดขาด!” เพราะฝุ่น PM2.5 มันร้ายกาจมาก มันเกาะติดมากับเสื้อผ้า เส้นผม และผิวหนังของเราแบบที่เรามองไม่เห็น
กลับถึงบ้านปุ๊บ ต้องพุ่งตัวไปห้องน้ำ อาบน้ำ สระผม ชำระล้างร่างกายให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทันที เพื่อไม่ให้เรากลายเป็นพาหะนำฝุ่นไปแพร่ใส่คนในบ้าน หรือไปกอดหอมลูกทั้งที่ตัวยังเปื้อนฝุ่นนะจ๊ะ

4. งดกิจกรรม Outdoor เปลี่ยนบ้านเป็นสนามเด็กเล่น
เข้าใจเลยค่ะว่าเด็กๆ พลังเยอะ อยากออกไปวิ่งเล่น หรือคุณแม่สายเฮลตี้อยากไปจ็อกกิ้งที่สวน แต่ช่วงนี้ขอให้ “พักก่อน” นะคะ เพราะการออกกำลังกายกลางแจ้งตอนฝุ่นเยอะ ปอดจะทำงานหนักและสูดพิษเข้าไปเต็มๆ อันตรายกว่าไม่ออกกำลังกายซะอีก
ทางออก: เปลี่ยนมาทำกิจกรรม Indoor กันค่ะ ชวนลูกเล่นบอร์ดเกม โยคะเด็ก หรือเปิดคลิปเต้นออกกำลังกายในห้องแอร์ที่บ้านแทน สนุกได้ เหงื่อออกได้ แถมปลอดภัยกว่าเยอะเลย

5. ตากผ้าในบ้าน (อย่าท้าทายฝุ่น)
ซักผ้าจนหอมฉุย แต่เอาไปตากระเบียงท่ามกลางฝุ่นควัน ก็จบกันค่ะ! ฝุ่นละอองจะปลิวมาเกาะตามใยผ้า พอเราเอามาใส่ หรือเอาผ้าเช็ดตัวมาเช็ดให้ลูก ผิวลูกอาจจะระคายเคือง ผื่นขึ้นได้ง่ายๆ
ช่วงนี้แม่ขอแนะนำให้ ตากผ้าในร่ม หรือตากในห้องที่ปิดมิดชิด ไปก่อน ถ้าบ้านไหนมีเครื่องอบผ้า ช่วงนี้คือนาทีทองที่จะเปิดใช้ให้คุ้มค่ะ เพื่อความมั่นใจว่าเสื้อผ้าทุกชิ้นที่สัมผัสผิวลูกจะสะอาดชัวร์ๆ

6. ทำความสะอาดบ้านแบบ “Wet Cleaning”
งานบ้านก็ต้องปรับแผนค่ะ การใช้ไม้กวาดกวาดบ้านฟึ่บฟั่บ จะยิ่งทำให้ฝุ่นที่ตกอยู่บนพื้นฟุ้งกระจายกลับขึ้นมาในอากาศ หายใจเข้าไปก็แย่กว่าเดิม
วิธีที่เวิร์กสุดคือ ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดถู ตามพื้น โต๊ะ ตู้ ชั้นวางของ เพื่อเก็บฝุ่นให้ติดมากับผ้า หรือถ้าใช้เครื่องดูดฝุ่น ก็ต้องเช็กว่าเป็นรุ่นที่มีไส้กรอง HEPA นะคะ จะได้ไม่พ่นฝุ่นกลับออกมา ขยันถูบ้านบ่อยขึ้นหน่อยช่วงนี้ เพื่อปอดของทุกคนค่ะ

7. ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด (ลาก่อนลมธรรมชาติ)
ปกติแม่จะชอบเปิดหน้าต่างรับลม ให้บ้านถ่ายเทใช่ไหมคะ? แต่ช่วงวิกฤตฝุ่นแบบนี้ ต้องขอให้ ปิดตาย ไปก่อนค่ะ อย่าเผลอเปิดทิ้งไว้นานๆ เพราะฝุ่นจะไหลทะลักเข้ามาสะสมในบ้าน
ถ้าอึดอัดจริงๆ ให้เช็กแอปฯ วัดค่าฝุ่น (เช่น AirVisual) รอจังหวะที่ค่าฝุ่นลดลง (มักจะเป็นช่วงบ่ายๆ ที่ลมพัดดี) ค่อยแง้มระบายอากาศแป๊บเดียว แล้วรีบปิดทันที และอย่าลืมซีลขอบหน้าต่างประตูให้แน่นหนาด้วยนะคะ

8. ลงทุนกับ “เครื่องฟอกอากาศ” และพื้นที่สีเขียว
ของมันต้องมีค่ะแม่ยุคนี้! เครื่องฟอกอากาศ ดีๆ สักเครื่องวางไว้ในห้องนอนลูก หรือห้องนั่งเล่น ช่วยให้อุ่นใจขึ้นเยอะ เลือกที่มีไส้กรอง HEPA นะคะ เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่ามาก
และถ้าอยากเพิ่มความสดชื่นแบบสายกรีน ลองหา ต้นไม้ฟอกอากาศ สวยๆ เช่น ลิ้นมังกร หรือยางอินเดีย มาวางตกแต่งบ้าน หรือวางเป็นแนวกันฝุ่นที่ระเบียง ก็ช่วยดักจับฝุ่นได้อีกแรง แถมมองแล้วสบายตาด้วยค่ะ

9. แม่ต้องเป็นคุณหมอประจำบ้าน (สังเกตอาการ)
กลุ่มเสี่ยงไม่ใช่แค่เด็กๆ แต่รวมถึงปู่ย่าตายาย และคนที่มีโรคประจำตัวอย่างภูมิแพ้หรือหอบหืด ช่วงนี้แม่ต้องคอยสแกนอาการทุกคนในบ้านอย่างใกล้ชิดค่ะ มียาประจำตัวอะไร เตรียมให้พร้อม หยิบง่าย
ถ้าลูกเริ่มไอแปลกๆ ไอบ่อย มีน้ำมูกไหลไม่หยุด หายใจครืดคราด หรือบ่นเจ็บหน้าอก ห้ามรอ นะคะ รีบพาไปหาหมอทันที กันไว้ดีกว่าแก้เสมอค่ะ

10. เสริมเกราะจากภายในด้วย “เมนูสู้ฝุ่น”
เรื่องปากท้องก็สำคัญค่ะแม่ๆ นอกจากการป้องกันภายนอกแล้ว เรามาสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกด้วยอาหารกันค่ะ ช่วงนี้แม่จะเน้นเมนูที่มี วิตามินซี อี และโอเมก้า 3 สูงๆ
- ผลไม้: ส้ม ฝรั่ง กีวี่ เบอร์รี่ จัดใส่กล่องเป็นของว่างให้ลูกทาน
- อาหาร: เมนูปลาต่างๆ ผัดผักใส่น้ำมันรำข้าว ถั่วต่างๆ
- และที่ขาดไม่ได้คือ จิบน้ำเปล่าบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน ช่วยขับสารพิษและทำให้คอไม่แห้งระคายเคืองค่ะ
ทิ้งท้ายจากแม่ถึงแม่
วิกฤตฝุ่น PM2.5 อาจจะอยู่กับเราไปอีกพักใหญ่ แต่แม่เชื่อว่าพลังของแม่ๆ อย่างเรา จะช่วยปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยได้แน่นอนค่ะ แค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตาม 10 ข้อนี้ บ้านเราก็จะเป็น Safe Zone ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคนแล้วค่ะ
ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะทุกคน ด้วยรักและห่วงใยจาก TheLovelyAir ค่ะ

