Share This Article
แม่แอร์เชื่อว่าทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกว่า “คุยกับลูกไม่รู้เรื่อง” หรือ “ลูกดื้อเงียบ” จนเกิดเป็นความขัดแย้งเล็กๆ ในบ้านใช่ไหมคะ?
หลายครั้งในความขัดแย้งนั้น มักจะมี “เสียงที่ไม่ได้พูดออกมา” ซ่อนอยู่ค่ะ
- เสียงของความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน
- เสียงของความกลัวว่าจะไม่เป็นที่รักเมื่อทำผิด
- เสียงของความพยายามที่บางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการดื้อ
วันนี้แอร์อยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ “การฟังลูกด้วยใจ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในครอบครัวค่ะ
🎧 การฟังที่มากกว่าหู: Empathic Listening คืออะไร?
การฟังลูกด้วยใจ ไม่ใช่แค่การได้ยินคำพูดของลูกเท่านั้นค่ะ แต่มันคือการ “เปิดพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์” ให้ลูกได้แสดงตัวตนและความรู้สึกอย่างแท้จริง
ตามแนวคิด Empathic Listening หรือ การฟังอย่างเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ที่นักจิตวิทยาชื่อดังอย่าง Carl Rogers กล่าวไว้ คือ “การเข้าไปอยู่ในโลกของอีกคนหนึ่ง โดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข”
ลองหยุดตัดสิน หยุดรีบสอน แล้วถามตัวเองว่า:
- “ลูกกำลังรู้สึกอะไรอยู่ตอนนี้”
- “อะไรที่เขาอยากให้เรารู้แต่ยังพูดไม่ออก”
เมื่อลูกรู้สึกว่า “ตัวเองมีคุณค่า” และ “มีคนเข้าใจ” รากฐานความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ของเขาก็จะแข็งแรงขึ้นอย่างมหัศจรรย์ค่ะ
🗝️ เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็น “พื้นที่แห่งความเข้าใจ”
จำไว้เสมอว่า เมื่อลูกพูดด้วยอารมณ์ที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความผิดหวัง หรือความเศร้า อย่าเพิ่งตอบกลับด้วยเหตุผล แต่ให้ตอบด้วย หัวใจ ก่อนค่ะ
- แทนที่จะพูดว่า “อย่าโกรธสิ เรื่องแค่นี้เอง”
- ลองเปลี่ยนเป็น “แม่เข้าใจนะว่าลูกเหนื่อยมาก และคงรู้สึกโกรธที่มันไม่เป็นอย่างที่คิด”
เพียงเท่านี้ ลูกจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่กับอารมณ์คนเดียว จากบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการโต้เถียงก็จะเปลี่ยนเป็น “พื้นที่แห่งการเข้าใจ” ทันที เพราะบางครั้ง สิ่งที่ลูกต้องการ ไม่ใช่คำตอบ แต่คือ “การได้ยินด้วยหัวใจของพ่อแม่”
5 ขั้นตอนง่ายๆ ในการ “ฟังลูกด้วยใจ” ที่พ่อแม่ทำได้จริง
นี่คือเครื่องมือที่แม่แอร์ใช้บ่อยๆ เพื่อปรับตัวเองให้เป็นนักฟังที่ดีขึ้นค่ะ
1. หยุด — ฟังก่อนพูด (Be Present)
ก่อนจะตอบกลับลูก ให้ลอง “หยุดชั่วขณะ” วางโทรศัพท์ ปิดเสียงรบกวน แล้ว มองตาลูกอย่างตั้งใจ การหยุดนี้คือสัญญาณที่ทรงพลังที่สุดว่า “ลูกสำคัญที่สุดในตอนนี้” เพราะหัวใจของการฟังคือการที่เราอยู่ตรงนั้นอย่างเต็มใจ ไม่ใช่แค่รอจังหวะตอบกลับ
2. ฟัง “ความรู้สึก” มากกว่า “คำพูด”
คำว่า “หนูไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว” อาจไม่ใช่การต่อต้าน แต่มันอาจซ่อนอารมณ์ว่า “หนูกลัวการพรีเซนต์งาน” หรือ “หนูเหนื่อยกับเพื่อนที่ไม่เข้าใจ” พ่อแม่ที่ฟังด้วยใจจะไม่รีบแก้ปัญหา แต่จะถามอย่างอ่อนโยนว่า “ลูกกำลังรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้นะ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ลูกได้สำรวจอารมณ์ตนเอง
3. สะท้อนความรู้สึก (Reflecting Feelings)
เมื่อฟังลูกแล้ว ให้ สะท้อนกลับ เพื่อยืนยันความเข้าใจของเราค่ะ
- “แม่เข้าใจนะว่าลูก โกรธมาก ที่โดนเพื่อนแกล้ง”
- “พ่อรู้ว่าลูก ผิดหวัง เพราะตั้งใจมากกับงานชิ้นนี้” การสะท้อนช่วยให้ลูก “รู้สึกว่าเราเข้าใจจริง ๆ” ซึ่งช่วยลดแรงต้านทางอารมณ์ลงได้มากค่ะ
4. ไม่ตัดสิน ไม่สอนทันที
บางครั้งการรีบสอนก็ทำให้ลูกรู้สึกเหมือนถูกตำหนิ ลองเปลี่ยนจากการสั่งการเป็น การร่วมมือ ค่ะ เปลี่ยนจาก “ลูกต้องทำแบบนี้สิถึงจะถูก” เป็น “จากเรื่องนี้ ลูกอยากให้แม่ช่วยยังไงดีคะ?” การไม่รีบตัดสินคือการ ให้เกียรติความรู้สึก และศักยภาพในการแก้ปัญหาของลูก
5. ปิดท้ายด้วยการ “ยืนยันความรัก”
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดค่ะ หลังจากการฟังที่หนักหน่วง อย่าลืมย้ำให้ลูกมั่นใจว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่กับพ่อก็ยังรักลูกเหมือนเดิมเสมอ” คำพูดเล็กๆ แต่ทรงพลังนี้ ช่วยเยียวยาใจลูกได้มากกว่าการสั่งสอนใดๆ ค่ะ
💖 สรุปสั้นๆ สำหรับแม่แอร์และเพื่อนๆ:
หยุด — ฟัง — เข้าใจ — ไม่ตัดสิน — ยืนยันความรัก
นี่คือ 5 ขั้นตอนของการ “ฟังด้วยใจ” ที่จะเปลี่ยนเสียงของความไม่เข้าใจในบ้าน ให้กลายเป็น “เสียงของความผูกพัน” ที่อบอุ่นและมั่นคงตลอดไปค่ะ!
#TheLovelyAir #EmpathicListening #ฟังลูกด้วยใจ #ความฉลาดทางอารมณ์ #EQ #เลี้ยงลูกเชิงบวก

