แอร์เชื่อว่าความปรารถนาสูงสุดของเราคืออยากเห็นลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ "ยืนได้ด้วยตัวเอง" ไม่ใช่แค่เก่งกาจ แต่ต้องมี "หัวใจที่เข้มแข็ง" ด้วยค่ะ
ความแข็งแรงทางใจ (Mental Strength) ไม่ได้หมายถึงการไม่รู้สึกอะไรเลย แต่มันคือการมี "เครื่องมือในใจ" ที่จะช่วยให้ลูกจัดการกับความผิดหวัง ความโกรธ หรือความเศร้าได้อย่างมั่นคง และลุกขึ้นเดินต่อได้แม้จะล้มกี่ครั้งก็ตาม
หน้าที่ของเราไม่ใช่การเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ปัดเป่าความยากลำบากทุกอย่างไปจากชีวิตลูก แต่คือการเป็น "โค้ชชีวิต" ที่สอนให้เขาเผชิญหน้ากับมันได้ด้วยตัวเอง วันนี้แอร์นำ 7 สิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่ควรทำเพื่อเปิดพื้นที่ให้ลูกได้ฝึกความแกร่งในใจของเขาเองค่ะ
1. อย่ารีบ "เข้าช่วย" ทุกครั้งที่ลูกลำบาก
ความเข้าใจใหม่: เด็กๆ จะเรียนรู้ความแกร่งที่แท้จริงจากการได้เผชิญหน้ากับความไม่สบายใจเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ
ถ้าเราวิ่งเข้าไปช่วยแก้ปัญหาทุกครั้ง ลูกจะไม่ได้ฝึกยืนด้วยตัวเอง และจะไม่ได้เรียนรู้ "ผลของการกระทำ" ของเขา ลองให้ลูกได้เผชิญสถานการณ์จริงบ้าง เช่น ถ้าลืมการบ้าน ก็ให้เขารับผิดชอบที่จะต้องอธิบายกับคุณครูเอง จากนั้นค่อยพูดคุยภายหลังว่าเขาเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง การทำแบบนี้คือการสอนให้เขารู้ว่า "ฉันทำได้" และ "ฉันรับผิดชอบได้" ค่ะ
2. ไม่ต้องพยายามทำตัวให้ "สมบูรณ์แบบ" ตลอดเวลา
ความเข้าใจใหม่: พ่อแม่ที่เข้มแข็งทางใจจะสอนลูกผ่านความผิดพลาดของตัวเองค่ะ
อย่ากลัวที่จะแสดงด้านที่ "ไม่เพอร์เฟกต์"…
Knowledge
แม่แอร์เชื่อว่าทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกว่า "คุยกับลูกไม่รู้เรื่อง" หรือ "ลูกดื้อเงียบ" จนเกิดเป็นความขัดแย้งเล็กๆ ในบ้านใช่ไหมคะ?
หลายครั้งในความขัดแย้งนั้น มักจะมี "เสียงที่ไม่ได้พูดออกมา" ซ่อนอยู่ค่ะ
เสียงของความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน
เสียงของความกลัวว่าจะไม่เป็นที่รักเมื่อทำผิด
เสียงของความพยายามที่บางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการดื้อ
วันนี้แอร์อยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ "การฟังลูกด้วยใจ" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในครอบครัวค่ะ
🎧 การฟังที่มากกว่าหู: Empathic Listening คืออะไร?
การฟังลูกด้วยใจ ไม่ใช่แค่การได้ยินคำพูดของลูกเท่านั้นค่ะ แต่มันคือการ "เปิดพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์" ให้ลูกได้แสดงตัวตนและความรู้สึกอย่างแท้จริง
ตามแนวคิด Empathic Listening หรือ การฟังอย่างเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ที่นักจิตวิทยาชื่อดังอย่าง Carl Rogers กล่าวไว้ คือ "การเข้าไปอยู่ในโลกของอีกคนหนึ่ง โดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข"
ลองหยุดตัดสิน หยุดรีบสอน แล้วถามตัวเองว่า:
"ลูกกำลังรู้สึกอะไรอยู่ตอนนี้"
"อะไรที่เขาอยากให้เรารู้แต่ยังพูดไม่ออก"
เมื่อลูกรู้สึกว่า "ตัวเองมีคุณค่า" และ "มีคนเข้าใจ" รากฐานความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ของเขาก็จะแข็งแรงขึ้นอย่างมหัศจรรย์ค่ะ
🗝️ เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็น "พื้นที่แห่งความเข้าใจ"
จำไว้เสมอว่า…
เพื่อน ๆ เคยได้ยินชื่อ hMPV มั้ย? หลายคนอาจเพิ่งได้ยินเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่จริง ๆ แล้วมัน ไม่ใช่ไวรัสชนิดใหม่เลย เป็นไวรัสที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ RSV (Human Respiratory Syncytial Virus) แต่ที่ทำให้หลายคน “ตกใจ”ในช่วงนี้เพราะการตรวจหาเชื้อทำได้ง่ายขึ้น — ด้วยการ swab ป้ายจมูก แล้วรอผลประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ทำให้เจอเคสเด็กที่เป็นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ถ้าใครเดินทางไปเที่ยวดอยไหม ฝนเย็น ๆ กลับมาแล้วรู้สึก “น้ำมูกฉ่ำ ๆ” หรือไอหนัก อาจไม่ใช่แค่หวัดธรรมดา — และมีโอกาสเจอว่าเป็น hMPV ได้
hMPV คืออะไร?
ชื่อเต็ม ๆ คือ Human metapneumovirus (hMPV)
เป็นไวรัสในกลุ่ม Pneumoviridae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ RSV
ตรวจพบได้ทั่วไปในระบบทางเดินหายใจ — ทั้งจมูก…
ปลูกฝัง “Self-Regulation” หรือ “การกำกับตนเอง” ให้ลูกตั้งแต่วันนี้ เพื่อช่วยให้เขาเข้าใจอารมณ์ คิดก่อนทำ และเติบโตเป็นคนที่รับผิดชอบทั้งใจและการกระทำ
เรื่องของเล่นกับลูกนี่เป็นของคู่กันใช่มั้ยคะ? เวลาเห็นลูกเล่นสนุก มีรอยยิ้ม คนเป็นแม่อย่างเราก็มีความสุข ยอมเปย์ไม่อั้นเพื่อพัฒนาการที่ดีของลูก แต่! ช้าก่อนค่ะแม่... จากประสบการณ์ตรงของแม่แอร์ที่ผ่านมาอย่างโชกโชน บอกเลยว่า "ของเล่นบางอย่าง ไม่เอาเข้าบ้านจะดีที่สุด!"
บางชิ้นดูไม่อันตราย แต่แผลงฤทธิ์ทำแม่กรี๊ดบ้านแตกมาแล้ว บางชิ้นทำความสะอาดจนท้อ และบางชิ้นอันตรายถึงชีวิตลูกน้อย วันนี้แม่แอร์เลยขอจัดอันดับ "Top 5 ของเล่นทำแม่กรี๊ด" มาเตือนภัยแม่ๆ กันค่ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งกุมขมับ (หรือกุมหัวลูก) แบบแม่แอร์ ไปดูกันเลย!
อันดับ 1: ตัวต่อทรงกลมแบบเป็นซี่ๆ (ศัตรูคู่อาฆาตของเส้นผม)
แม่จ๋า... ดูรูปแล้วจำหน้าตามันไว้ให้แม่นเลยนะคะ เจ้าตัวต่อทรงกลมที่มีซี่ๆ ยื่นออกมาเหมือนไวรัสจิ๋วเนี่ย ตัวดีเลย!
มันดูเหมือนจะเป็นของเล่นเสริมจินตนาการ ต่อเป็นรูปสัตว์ รูปทรงต่างๆ ได้สนุกสนาน แต่ความพีคมันอยู่ที่ "ตอนมันเข้าไปพันกับผม" นี่แหละค่ะ! ยิ่งถ้าลูกสาวผมยาวสลวย หรือลูกชายผมหยักศก บอกเลยว่า "หายนะ" ชัดๆ ซี่เล็กๆ ของมันจะเกี่ยวพันเส้นผมอย่างเหนียวแน่น ยิ่งแกะยิ่งพัน ยิ่งดึงยิ่งเจ็บ
แม่แอร์เจอมากับตัว พยายามใจเย็นค่อยๆ แงะทีละเส้น น้ำตาตกในทั้งแม่ทั้งลูก สุดท้ายจบที่กรรไกรค่ะ!…
ตื่นเช้ามาเปิดม่านช่วงนี้ เห็นฟ้าขมุกขมัวแล้วใจคอไม่ดีเลยใช่ไหมคะ? บรรยากาศที่เหมือนหมอกยามเช้า แต่จริงๆ แล้วมันคือ "ฝุ่นพิษ PM2.5" แขกไม่ได้รับเชิญเจ้าเดิมที่แวะกลับมาเยี่ยมเราทุกปี และทุกครั้งที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง คนเป็นแม่อย่างเราคือกังวลที่สุด เพราะเรารู้ดีว่าปอดเล็กๆ ของเจ้าตัวแสบที่บ้านยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ แถมผิวหนังเขาก็บอบบาง ไวต่อสิ่งกระตุ้นสุดๆ
งานนี้แม่ขอเปิดโหมด "การ์ดอย่าตก" ค่ะ! จะยอมให้ฝุ่นจิ๋วมาทำร้ายสมาชิกในบ้านไม่ได้เด็ดขาด วันนี้แม่เลยสรุป 10 วิธีเอาตัวรอดในวิกฤตฝุ่น ที่คัดมาแล้วว่าเวิร์ก ปฏิบัติจริงได้ และเหมาะกับไลฟ์สไตล์บ้านเรา มาแชร์ให้ทุกคนเตรียมรับมือไปพร้อมกันค่ะ
1. หน้ากาก N95 ไอเทมกันตายที่ "ต้องมี"
เรารู้กันดีว่าหน้ากากอนามัยธรรมดาเอาฝุ่นจิ๋วไม่อยู่ค่ะ เวลาจะออกจากบ้าน หรือต้องพาลูกไปโรงเรียนในวันที่แอปฯ แจ้งเตือนสีแดงเถือก หน้ากาก N95 คือสิ่งที่แม่ต้องหยิบให้ทุกคนใส่เป็นอันดับแรก เพราะเขาออกแบบมาให้แนบสนิทกับหน้าและกรองฝุ่นละเอียดได้จริง
ทริคฉบับแม่: เข้าใจค่ะว่า N95 บางทีก็หาซื้อยาก หรือบางทีลูกๆ ก็บ่นอึดอัด ถ้าฉุกเฉินจริงๆ แม่แนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยปกติ แต่ "ซ้อนกระดาษทิชชู 2 ชั้นไว้ด้านใน" ช่วยเพิ่มเลเยอร์การกรองได้อีกนิด ดีกว่าใส่ชั้นเดียวเพียวๆ แน่นอนค่ะ แต่ถ้าหา N95…
วันนี้แอร์มีเคล็ดลับดีๆ ที่เชื่อว่าทุกบ้านต้องสนใจแน่นอน นั่นคือเรื่อง "ทำอย่างไรให้ลูกฉลาด?" แอร์เชื่อค่ะว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกแข็งแรงและมีพัฒนาการสมองที่ดี แต่พอไปอ่านทฤษฎีเยอะๆ ก็เริ่มสับสนว่าวิธีไหนดีที่สุด วิธีไหนจะตึงเครียดเกินไปไหม
สำหรับแอร์ แอร์ยึดหลักธรรมชาติค่ะ อะไรที่ดูแปลกแยกหรือฝืนธรรมชาติเกินไปแอร์ขอผ่าน วันนี้แอร์เลยสรุปเคล็ดลับง่ายๆ ที่แอร์ใช้จริงในการ "ปั้นสมองลูก" มาฝากกัน แบ่งเป็น 3 ช่วงวัยสำคัญตามนี้เลยค่ะ
1. เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง: พัฒนาสมองลูกตั้งแต่อยู่ในท้อง
ช่วงเวลาทองช่วงแรกคือตอนที่ลูกยังนอนสบายอยู่ในพุงกะทิของเรานี่แหละค่ะ (อิอิ) คุณแม่คือสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดของลูก เพราะฉะนั้น:
แม่ต้องไม่เครียด: อันนี้สำคัญมาก! ถ้าแม่เครียด ลูกจะรับรู้ได้และอาจส่งผลให้เป็นเด็กเลี้ยงยาก ขี้งอแง พยายามหาเวลาผ่อนคลาย ทำอารมณ์ให้ดีเข้าไว้ค่ะ
กระตุ้นประสาทสัมผัส: ลูบหน้าท้องเบาๆ พูดคุยกับเขา หรือเปิดเพลงบรรเลงฟังสบายๆ ให้เขาฟัง
อาหารการกิน: ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าลืมนะคะว่าทานเยอะไป ไขมันจะมาอยู่ที่แม่แทน (อันนี้แอร์เตือนตัวเองด้วย ฮ่าๆ)
2. วัยทารก (แรกเกิด – 1 ขวบ): ความรักคืออาหารสมองที่ดีที่สุด
ช่วงเดือนแรกๆ อย่าคิดว่าลูกยังไม่รู้อะไรนะคะ สมองเขาเปิดรับการเรียนรู้ตลอดเวลาผ่านการมอง…
ใกล้เข้าสู่หน้าร้อนแบบเต็มๆ กันแล้วนะคะคุณแม่ อากาศช่วงนี้สังเกตมั้ยคะว่า อุณหภูมิในบ้านเรามันร้อนขึ้นเรื่อยเรื่อย เรื่อยเรื่อย....ร้อนจนจะกรอบ แตกกันเลยทีเดียว อากาศค่อนข้างแปรผันเนอะ! หน้าหนาวก็หนาวไม่กี่วัน ส่วนหน้าร้อนก็ร้อนจนตับจะแตก แถมรู้สึกว่าร้อนขึ้นอีกอยู่ทุกปีด้วย คิดว่าบรรดาคุณแม่ต้องทราบกันดีอยู่แล้วว่าฤดูร้อนของบ้านเรานั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ แดดในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องตลก การออกแดดนานๆ สามารถสร้างความเสียหายแก่ผิวและอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้นะจ๊ะ แต่จะว่าไปตัวช่วยนอกจากการทาครีมกันแดดแล้ว ก็ยังมีวิธีง่ายๆ ในการป้องกันผิวจากแสงแดดให้ลูกๆ และตัวคุณแม่เองหลายวิธีอยู่ ตามมาอ่านดูกันเลยค่ะ
ในช่วงของวันที่มีแดดแรงๆ แล้ว ถ้าคุณแม่มีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก วิธีง่ายๆ ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าการหลบแสงแดดให้มากที่สุด ด้วยการเข้าที่ร่ม หรืออยู่ในตึกและตัวอาคาร
ถ้าเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งไม่ได้ ให้หลีกเหลี่ยงช่วงเวลาที่มีรังสี UV มาก ระหว่างเวลา 10:00-16:00 น. และสูงที่สุดในเวลาเที่ยงวัน รังสียูวีกว่าร้อยละ 80 จะส่องลงและสะท้อนแสงกระทบกับพื้นผิวได้แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นผิวน้ำ ผิวถนน ทราย ป้ายโฆษณา อาคาร และก็สะท้อนแสง UV มาที่ตัวเราได้เช่นกัน ดังนั้นยิ่งถ้าคุณแม่อยู่กลางแดดนาน ก็ยิ่งได้รับรังสี UV มากตามไปด้วย ก็ควรหลบๆ กันนะคะ
กางร่ม หรือสวมหมวกปีกกว้าง อย่าลืมเลือกขนาดที่เหมาะสมกับศรีษะเจ้าตัวน้อยด้วยนะคะ รถเข็นเด็กก็อย่าลืมปรับเปิดผ้าคลุมกันแดดที่รถกันด้วย…
ภารกิจมนุษย์แม่.. พาลูกสาวไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพฟัน จะเล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้วแม่แอร์จะต้องพาลูกไปพบทันตแพทย์ก่อนหน้านี้ตั้งนานละ แต่พอนัดคุณหมอทีไรมีเหตุให้ต้องเลื่อนนัดทุกที จนกระทั่งวันนี้… จะบอกว่าครั้งนี้เป็นการพบทันตแพทย์ครั้งแรกของลูกสาวแม่แอร์ (2 ขวบ 4 เดือน) การไปพบคุณหมอวันนี้คือดีมาก ลูกสาวไม่ร้องเลยแม้แต่นิดเดียว นางให้ความร่วมมือดีมาก ไม่ร้องไห้ซักแอะ (ลูกสาวแอบหน้าบึ้งนิดหนึ่ง นางไม่กล้าอ้าปากหลังจากทำฟันเสร็จ ยังงงๆ)
อายุเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมต่อการพามาพบทันตแพทย์หรือหมอฟัน
แม่แอร์จะบอกว่า จริงๆ แล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกๆ มาพบทันตแพทย์ได้ตั้งแต่ในช่วงขวบปีแรกค่ะ หรือช่วงที่ฟันน้ำนมของลูกเพิ่งขึ้น จะบอกว่าการที่พาลูกไปพบทันตแพทย์ ในช่วงขวบปีแรกไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้ลูกมาทำฟันเสมอไปนะคะ แต่เป็นการมาเพื่อตรวจสุขภาพช่องปากของลูกว่ามีความผิดปกติไหม เพื่อให้ทันตแพทย์แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพฟันที่ถูกต้อง และเป็นการปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีตั้งแต่เด็กๆ การที่ลูกมีสุขภาพฟันที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะคะ คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่
เทคนิคของแม่แอร์เตรียมตัวลูกให้พร้อม ก่อนพบหมอฟัน…
ก่อนที่แม่แอร์จะพาลูกไปพบหมอฟัน แม่แอร์เตรียมความพร้อมให้ลูก ดังนี้
หาหนังสือหรือหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับหมอฟัน นำมาอ่านหรือเล่าให้ลูกฟัง (เล่าเรื่องราวให้ฟังก่อนไปพบคุณหมอโดยประมาณ 1 อาทิตย์ พูดคุยและคอยบอกเล่าให้ลูกๆ อยู่เรื่อยๆ)
พูดคุยกับลูกอธิบายว่าทำไมเราต้องไปทำฟัน และอธิบายถึงข้อดี ข้อเสียของสุขภาพปากและฟันให้ลูกฟัง
แม่แอร์จะสร้างทัศนคติที่ดีให้ลูกในเรื่องที่เกี่ยวกับการไปทำฟัน เลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงที่จะพูดในสิ่งที่น่ากลัวให้ลูกฟัง เช่น จะพาหนูไปฉีดยา ไปถอนฟัน
เลือกเวลาในการไปพบหมอฟัน เช่น ไม่เลือกช่วงเวลาทานอาหารกลางวัน หรือช่วงเวลานอนกลางวัน
ในวันที่ไปพบคุณหมอคอยทำให้ลูกรู้สึกว่าการมาหาหมอฟันนั้นสนุก
ผลตรวจสุขภาพฟันวันนี้ โดยรวมมีฟันขึ้นทั้งหมด 20…