สวัสดีค่ะ ว่าที่ CEO และเจ้าของกิจการรุ่นใหม่ทุกท่าน เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังกุมขมับกับข่าวการปรับเพดานเงินสมทบกองทุนประกันสังคมที่ขยับขึ้นเรื่อยๆ และอีกไม่กี่ปีอาจจะเก็บเพิ่มขึ้นอีก แต่สำหรับการนำเงินกองทุนไปลงทุนไปสร้างผลกำไรเพื่อให้กองทุนมั่นคงนั้นดูจะมืดมนเหลือเกิน ไม่รู้ที่จ่ายไปจะสูญเปล่าหรือเปล่า สำหรับคนที่กำลังจะจดทะเบียนบริษัทใหม่ คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคงหนีไม่พ้น "เราจำเป็นต้องเข้าระบบประกันสังคมจริงๆ หรอ?" หรือ "มีวิธีไหนไหมที่เราจะ ออกจากประกันสังคม หรือไม่ต้องเข้าตั้งแต่แรก?"
บอกเลยค่ะว่า "ทำได้ค่ะ" แต่ต้องทำอย่างมีความรู้และเข้าใจกฎหมายนะคะ วันนี้เลยอยากมาแชร์ How-to การเซตระบบบริษัทโมเดลใหม่ ที่จะช่วยให้คุณบริหารต้นทุนได้เก่งขึ้น ลดงานเอกสารจุกจิก และเปลี่ยนเงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุน (ที่ทีมงานบ่นว่าคิวยาว) ให้กลายเป็นสวัสดิการประกันสุขภาพระดับพรีเมียมที่ใครๆ ก็อยากมาร่วมงานด้วยค่ะ
ทำความเข้าใจก่อนเริ่ม: เส้นบางๆ ระหว่าง "ลูกจ้าง" กับ "ผู้รับจ้าง"
ก่อนจะไปดูวิธีทำ เราต้องคุยกันเรื่องกฎหมายก่อนนิดนึงนะคะ เพื่อความปลอดภัย กฎหมายบ้านเรากำหนดว่า "นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม" ค่ะ ดังนั้น คีย์เวิร์ดสำคัญของการ ออกจากประกันสังคม คือการที่เราต้อง "ไม่มีลูกจ้าง" ในความหมายของกฎหมายแรงงานค่ะ แต่ไม่ได้แปลว่าให้คุณทำงานคนเดียวนะคะ แต่เราจะเปลี่ยนสถานะการจ้างจาก "สัญญาจ้างแรงงาน" (Employment) มาเป็น "สัญญาจ้างทำของ"…
Insurance
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนไทยเริ่มตั้งคำถามกับระบบสาธารณสุขของประเทศมากขึ้น ทั้งจากข่าวการ ทุจริตในโครงการประกันสังคม, ปัญหา บัตรทอง (สปสช.) ที่มีหนี้สะสมหลายร้อยล้านบาทกับโรงพยาบาล, ไปจนถึงสิทธิข้าราชการที่ถูกปรับลดงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบที่เราเคยเชื่อมั่นว่า “จะดูแลเราได้ในยามเจ็บป่วย”
📉 ข่าวทุจริตในระบบประกันสังคม: ความไว้วางใจที่สั่นคลอน
ข่าวที่สร้างแรงสะเทือนใจให้กับคนทำงานจำนวนมาก คือการตรวจพบการ ทุจริตภายในโครงการประกันสังคม หลายโครงการ เช่น การเบิกงบไม่ตรงวัตถุประสงค์ หรือจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์โดยไม่มีความโปร่งใส มูลค่าความเสียหายรวมกัน “มหาศาล” จนกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนทั่วประเทศ
ในขณะที่ลูกจ้างหลายล้านคนยังคงถูกหักเงินเข้ากองทุนทุกเดือน แต่กลับไม่แน่ใจว่า “หากวันหนึ่งต้องเข้าโรงพยาบาล ระบบนี้จะยังคงดูแลเราได้จริงหรือไม่”
🏥 ปัญหาหนี้สินในระบบบัตรทอง สปสช.: โรงพยาบาลเริ่ม “ยกเลิกการรับสิทธิ”
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กลายเป็นข่าวต่อเนื่องคือ บัตรทองของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ปัจจุบันมี หนี้ค้างชำระกับโรงพยาบาลหลายร้อยล้านบาท โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเริ่มประกาศ “ไม่รับผู้ป่วยบัตรทอง” เพราะไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐยังไม่จ่ายคืนได้
แม้บัตรทองจะเป็นระบบที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อระบบการชำระเงินไม่ราบรื่น ความต่อเนื่องในการรักษาและคุณภาพการบริการก็ย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
👩⚕️ สิทธิข้าราชการก็ไม่รอด: งบประมาณถูกตัดลดต่อเนื่อง
หลายคนอาจเคยคิดว่า “สิทธิข้าราชการ” คือระบบที่มั่นคงที่สุด แต่ในช่วงหลังกลับมีข่าวเรื่อง การปรับลดวงเงินค่ารักษาพยาบาลและควบคุมการเบิกจ่ายอย่างเข้มงวด โรงพยาบาลหลายแห่งต้องจำกัดการให้บริการเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ…
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 กรมบัญชีกลางได้ปรับอัตราเบิกจ่ายค่ายาในสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการใหม่ โดยประกาศให้มีการ ร่วมจ่าย (co-payment) สำหรับยาบางรายการ “ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง” โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็งและโรคโลหิตวิทยา ซึ่งมีผลทำให้ภาระค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยสถานการณ์นี้ การมี ประกันสุขภาพ (Health Insurance) กลายเป็นทางเลือกที่สำคัญเพื่อช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน และนี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ข้าราชการควรพิจารณาทำประกันสุขภาพก่อนการใช้ co-payment
1. ลดภาระค่ารักษาเมื่อสิทธิ์เบิกไม่ครอบคลุมเหมือนเดิม
เมื่อกรมบัญชีกลางประกาศปรับอัตราเบิกจ่ายยา 31 รายการ “โรคค่าใช้จ่ายสูง” ข้าราชการจะต้องร่วมจ่ายในบางกรณีและยิ่งไปกว่านั้น ยาบางชนิดอาจมีราคาสูงมาก โดยเฉพาะยามะเร็งหรือยาที่ใช้ในโรคโลหิตวิทยา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากค่ารักษาปีหนึ่งจะพุ่งไปถึงหลักแสนหรือล้านบาท การมีประกันสุขภาพช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ — คุณสามารถรักษาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด
2. เข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพ แม้ต้องร่วมจ่าย
ยาบางรายการที่ข้าราชการต้องใช้อาจเป็นยาชีววัตถุ (Biosimilar) หรือยานวัตกรรมที่มีราคาสูง ซึ่งอาจไม่ได้ถูกเบิกจ่ายเต็ม 100% จากสิทธิราชการ แต่อย่างไรก็ตาม ประกันสุขภาพสามารถช่วยให้คุณเลือกใช้ยาประสิทธิภาพสูงได้มากขึ้น แม้ว่าจะต้องร่วมจ่ายบางส่วน เพราะประกันจะครอบคลุมส่วนที่เหลือ หรือช่วยแบ่งเบาในภาพรวม
3. คุ้มครองโรคเฉพาะทางที่รักษาต่อเนื่องแบบยาว ๆ
มีหลายโรค “เฉพาะทาง” ที่ข้าราชการอาจต้องใช้ยารักษาเป็นระยะเวลานาน…
ทุกวันนี้โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง หัวใจ ไตวาย หรือหลอดเลือดสมอง กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด หลายคนอาจดูสุขภาพดี แต่วันหนึ่งกลับถูกวินิจฉัยว่า “เป็นโรคร้ายแรง” โดยไม่ทันตั้งตัว แล้วสิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายหลักแสนถึงหลักล้าน ซึ่งถ้าไม่มีเงินสำรองหรือประกันที่ครอบคลุม ก็อาจกระทบทั้งชีวิตและครอบครัวได้เลย
เพราะแบบนี้แหละ “ประกันโรคร้ายแรง” ถึงสำคัญมาก — โดยเฉพาะแบบที่คุ้มครองหลายโรคและจ่ายผลประโยชน์ได้ครอบคลุมทุกระยะของการป่วย
ส่วนใหญ่คุ้มครองไม่ถึง 100 โรค แต่ของ “โอเชี่ยนไลฟ์” ให้มากถึง 120 โรค
ประกันโรคร้ายแรงทั่วไปในตลาดส่วนมากจะคุ้มครองอยู่แค่ 60–80 โรค เท่านั้น ซึ่งถือว่าครอบคลุมพอประมาณ แต่ยังไม่ครบทุกความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริงในชีวิต เช่น โรคหายาก หรือระยะเริ่มต้นของโรคที่อาจยังไม่เข้าเกณฑ์
แต่ตอนนี้มีแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองเยอะกว่านั้น นั่นคือ 👉 “โอเชี่ยนไลฟ์ ซูเปอร์ ซีไอ 120 (Ocean Life Super CI120)” จากบริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “120” เพราะคุ้มครอง มากถึง 120 โรคร้ายแรง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในตลาดตอนนี้เลย
จุดเด่นที่ทำให้ CI120 คุ้มค่าสุด ๆ
💙 1. คุ้มครองมากถึง 120…
“ประกันสุขภาพเหมาจ่าย” ทางเลือกใหม่ของคนยุคนี้ กับความคุ้มครองครบจบในเล่มเดียวจาก Enjoy Health Extra
ในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นทุกปี การมี “ประกันสุขภาพ” ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่คือสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรมี โดยเฉพาะในวันที่สุขภาพอาจไม่แข็งแรงเหมือนเดิม และความเสี่ยงทางการเงินอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว
หนึ่งในแบบประกันที่กำลังได้รับความนิยมสูงในตอนนี้คือ “ประกันสุขภาพเหมาจ่าย” (Comprehensive Health Insurance) ซึ่งให้ความคุ้มครองแบบจ่ายจริงตามค่าใช้จ่าย ไม่จำกัดวงเงินย่อยในแต่ละรายการ — และหนึ่งในแบบประกันที่โดดเด่นที่สุดในตลาดตอนนี้คือ “Enjoy Health Extra” จากบริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (OCEAN LIFE ไทยสมุทร) บริษัทประกันชีวิตที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 76 ปี
💡 ประกันสุขภาพเหมาจ่ายคืออะไร?
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ประกันสุขภาพเหมาจ่าย” คืออะไร และแตกต่างจากประกันสุขภาพทั่วไปอย่างไร
โดยทั่วไปแล้วประกันสุขภาพแบบเดิมจะมี วงเงินจำกัดในแต่ละหมวด เช่น
ค่าห้องไม่เกิน 3,000 บาทต่อวัน
ค่าผ่าตัดไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง
ค่ายาและค่าหมอแยกวงเงินตามหมวด
แต่ในแบบ เหมาจ่าย (แบบเหมารวมต่อครั้ง) นั้น คุณจะได้รับวงเงินความคุ้มครอง แบบรวมทั้งก้อน ต่อการรักษา 1 ครั้ง เช่น…